หน้าหลัก > ข่าวเด่นประจำวัน > คนเติมแอลพีจีจ๊าก "มาดามติ้ง"จ่อขึ้น 2บ. ...

 

 


คนเติมแอลพีจีจ๊าก"มาดามติ้ง"จ่อขึ้น 2บ.. โปะครัวเรือน-สั่งผู้ค้าห้ามส่งออกหวั่นขาดแคลน

 

รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงานเปิดเผยว่า วันที่ 22 ก.พ. พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รมว.พลังงาน จะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่รัฐบาลชุดก่อนกำหนดให้เพิ่มสัดส่วนอิงตลาดโลกในระดับ 5-40% ตามรายไตรมาส ซึ่งเริ่มตั้งแต่ม.ค.51 จนถึงไตรมาส 1 ปี"52 เพื่อลดส่วนต่างระหว่างราคาในไทยกับตลาดโลกให้กับผู้ผลิตแอลพีจีในไทย

ทั้งนี้ หากอิงตามโครงสร้างแอลพีจีที่รัฐบาลชุดก่อนกำหนดไว้ โดยในช่วงม.ค.51 อิงตลาดโลก 5% ราคาตลาดโลกอยู่ที่ 800 เหรียญสหรัฐ/ตัน ซึ่งสูงมาก ในขณะที่ราคาในไทยอิง 95% อยู่ที่ 300 กว่าเหรียญสหรัฐ/ตันเท่านั้น และในเดือนเม.ย.จะเพิ่มสัดส่วนอิงตลาดโลกเป็น 10% นี้มีแนวโน้มที่จะทำให้ราคาก๊าซหุงต้มในไทยปรับเพิ่มขึ้น 80 ส.ต./ก.ก. ตรงนี้พล.ท.หญิงพูนภิรมย์แสดงความเป็นห่วงว่าจะยิ่งสร้างผลกระทบให้กับประชาชน เพราะช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาราคาแอลพีจีปรับขึ้นไปแล้ว 2 ครั้งรวม 1.40 บาท/ก.ก.

"เบื้องต้นรมว.พลังงานมีแนวคิดปรับวิธีการบริหารจัดการโครงสร้างราคาแอลพีจีใหม่ โดยชะลอการใช้สูตรราคาลอยตัวในภาคครัวเรือนออกไปก่อน แต่จะใช้วิธีขึ้นราคาก๊าซในภาคขนส่งอีก 2 บาท/ก.ก. เพื่อป้องกันไม่ให้ปริมาณการใช้ภาคขนส่งเพิ่มขึ้นจนทำให้เกิดการขาดแคลน และนำเงินดังกล่าวมาชดเชยให้กับราคาก๊าซในภาคครัวเรือน" รายงานข่าวระบุ

ทั้งนี้ การปรับราคาแอลพีจีภาคขนส่ง จะใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เรียกเก็บจากหน้าโรงแยกก๊าซที่หัวจ่ายในอัตรา 2 บาท/ก.ก. ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวจะนำมาชดเชยราคาแอลพีจีในภาคครัวเรือน เพื่อไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงจนทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชน โดยจะเก็บจากภาคขนส่งในอัตรา 2 บาท/ก.ก. จำนวน 3 ครั้ง เป็นรายไตรมาส ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะช่วยลดผลกระทบของประชาชนจากค่าครองชีพสูงแล้ว ยังช่วยทำให้ราคาแอลพีจีภาคขนส่งปรับเพิ่มขึ้น เพื่อลดช่องว่างระหว่างราคาแอลพีจีกับก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ด้วย และป้องกันไม่ให้มีการหันไปใช้แอลพีจีในภาคขนส่งอีก

พร้อมกันนี้ยังมอบหมายให้กรมธุรกิจพลังงานออกหนังสือเวียนไปยังผู้ค้า ห้ามไม่ให้มีการส่งออกแอลพีจีในช่วงนี้ เพราะมีการคาดการณ์ว่าแอลพีจีจะเริ่มขาดแคลนจนต้องนำเข้าจากต่างประเทศในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยรมว.พลังงานยังมีแนวคิดที่จะชะลออัตราการเติบโตการใช้แอลพีจีในภาคขนส่ง โดยจะหารือกับกระทรวงการคลัง ขอให้กรมสรรพสามิตเก็บภาษีแอลพีจีภาคขนส่งที่หัวจ่ายมิเตอร์เพิ่มขึ้นอีก แต่ถ้ากระทรวงการคลังไม่เห็นด้วย ก็อาจให้กรมธุรกิจพลังงานไปเจรจากับกลุ่มแท็กซี่ให้เข้าใจถึงความจำเป็นในการปรับขึ้นแอลพีจีภาคขนส่ง และขอให้ไปใช้เอ็นจีวีแทน

นอกจากนี้ รมว.พลังงานจะเร่งให้ปตท.เปิดปั๊มเอ็นจีวีให้มากขึ้น เพราะไม่ต้องการให้กลุ่มแท็กซี่ได้รับความเดือดร้อน โดยปัจจุบันไทยมีการใช้แอลพีจีเฉลี่ยเดือนละ 3 แสนก.ก. แยกเป็นภาคครัวเรือน 75% และอีก 25% เป็นของภาคขนส่ง


แหล่งที่มาของข่าว ข่าวสด: 22 กุมภาพันธ์ 2551