บางท่านอาจเคยได้ยินหรือได้พบกับปัญหาแปลกนี้ก็ได้ นั่นคือ ทรัพย์สิน อาทิเช่น ตึก ที่ดิน หรือ เครื่องเพชร เป็นต้น เราเป็นคนซื้อ หรือ มีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนด แต่วันหนึ่งกลับกลายเป็นของผู้ที่เราเคยฝากให้ดูแลทรัพย์สิน ทั้งที่ผู้นั้นมิใช่คนซื้อ กรณีเช่นนี้มีทางเป็นไปได้ เมื่อเจ้าของขาดการเอาใจใส่ต่อทรัพย์สินของตัวเอง ทำให้ผู้ครอบครองแทนคิดเข้าข้างตัวเองว่า เขาควรเป็นเจ้าของต่างหาก กอปรกับพึงพอใจในผลประโยชน์ที่ได้รับจากทรัพย์สินนั้นมานานปี จึงอาศัยหลักเกณฑ์ของกฎหมายสร้างโอกาสแย่งชิงจากเจ้าของแท้จริงซึ่งก่อเกิดความเคียดแค้นชิงชังต่อกันตามมา
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นจึงขอนำกรณีศึกษามาเสนอให้ได้ขบคิดและพึงระวังตนไว้ ดังนี้คือ นายดี ทำมาหากินจนกระทั่งมีฐานะดี จึงซื้อที่ดินและตึกแถวไว้มากมายอยู่ในหลายจังหวัด เนื่องจากเขาอาศัยอยู่ที่ต่างจังหวัด และด้วยความเห็นใจเพื่อนซึ่งยากจน คือ นายกาก จึงให้อาศัยในตึกแถวย่านสุขุมวิทและช่วยดูแลผู้เช่าตึกแทนเขาด้วย ต่อมาเขาเกิดเสียชีวิตกะทันหัน ทายาทของนายดีจึงเริ่มตรวจสอบทรัพย์สินของเขา แต่นายกาก ไม่ยอมให้ทายาทของนายดีเข้าไปในตึกแถวของบิดา โดยอ้างว่าเขาได้กรรมสิทธิ์ในตึกนี้โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว จึงมิใช่มรดกของนายดี หลังจากต่อสู้กันในศาลเป็นเวลานาน ผลการตัดสินคดีสร้างความตกใจและขุ่นเคืองแก่ทายาทของนายดีอย่างมาก เมื่อตึกแถวที่นายดีซื้อมาต้องเปลี่ยนเจ้าของไปเป็นของนายกาก เพื่อนทรยศของบิดา เนื่องจากตลอดเวลาสิบกว่าปีนายกากได้แสดงตนเป็นเจ้าของตึกต่อบุคคลภายนอกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเก็บค่าเช่า กำหนดค่าเช่ารายปี ดูแลตึก คัดเลือกผู้เช่าและทำสัญญาเช่าโดยอ้างตนว่าเป็นเจ้าของ เป็นต้น ส่วนนายดีไม่เคยมาที่ตึกหลังนี้เลยหลังจากที่มอบหมายให้นายกากดูแลแล้ว อีกทั้งไม่มีการแสดงคัดค้านอย่างใดต่อการกระทำของนายกากซึ่งแสดงตนเปิดเผยโดยเจตนาว่าเป็นเจ้าของตึกอันมีมูลค่ามหาศาลนี้เลยจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปกว่า 20 ปี แม้แต่ทายาทก็มิได้รับรู้เรื่องตึกหลังนี้เลยเพราะนายดีเป็นผู้เก็บโฉนดไว้เพียงคนเดียวเท่านั้น จึงมีผลให้นายกากได้กรรมสิทธิ์ในตึกหลังนี้โดยการครอบครองปรปักษ์ด้วยผลของกฎหมาย ทายาทของนายดีต้องสูญเสียทรัพย์สินชิ้นนี้ไปอย่างน่าเสียดาย ส่วนหนึ่งก็มาจากความไม่เอาใจใส่ดูแลอย่างทั่วถึงของนายดีนั่นเอง ด้านนายกากกลับมีโชคลาภที่ได้ตึกแถวราคาสูงเป็นของเขา ทั้งที่มิเคยต้องจ่ายเงินซื้อหามาเลย จึงกลายเป็นเศรษฐีชั่วพริบตา
หลายท่านอาจคิดว่า กฎหมายไม่ให้ความยุติธรรมแก่ทายาทของนายดีเลย แต่เมื่อพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว จักเห็นว่า ถ้านายดีมิได้ละเลยต่อการตรวจสอบ ดูแล ทรัพย์สินทั้งหมดของเขา ย่อมไม่เปิดโอกาสให้นายกากสามารถช่วงชิงตึกแถวหลังนี้ไปได้แน่นอน มันจึงเป็นเสมือนการลงโทษแก่ผู้ที่ตั้งตนอยู่ในความประมาท กรณีศึกษานี้ทำให้เราพึงสังวรไว้ว่า ไม่ควรวางใจใครเกินไป ควรรอบคอบและระวังตนอยู่เสมอ รู้จักคุณค่าของเวลา เราจักไม่สูญเสียสิ่งใดไปให้ต้องเจ็บใจภายหลัง ข้อควรพึงเตือนใจไว้สำหรับกรณีนี้คือ ที่ดินหรือตึกแถวถูกครอบครองเกิน 10 ปี และ เครื่องเพชรหรือรถยนต์หรือทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้ถูกครอบครองเกิน 5 ปี มันอาจต้องเปลี่ยนเจ้าของไป ถ้าผู้ครอบครองได้ครองทรัพย์สินเหล่านั้นโดยความสงบ โดยเปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เงื่อนเวลาเหล่านี้จึงมีความสำคัญยิ่ง ดังนั้น ท่านน่าจะลองหันไปสำรวจทรัพย์สินในมืออย่างละเอียดสักครั้ง เพื่อตรวจดูว่า ท่านยังเป็นเจ้าของอยู่หรือไม่
